เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada, TikTok Shop และวิธีวางแผนการขายแบบหลายช่องทาง
กลับไปหน้าบทความ
ขายออนไลน์13 มิถุนายน 2026

เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada, TikTok Shop และวิธีวางแผนการขายแบบหลายช่องทาง

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซ: ความท้าทายของร้านค้าออนไลน์ในการบริหารค่าธรรมเนียม

ในปัจจุบัน การขายของออนไลน์ผ่านช่องทางเดียวไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจอีกต่อไป ผู้ขายส่วนใหญ่จึงเลือกใช้กลยุทธ์ขยายหน้าร้านไปยังหลากหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าและกระจายความเสี่ยงจากนโยบายระบบปิดกั้นฟีด

อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดคือ โครงสร้างค่าธรรมเนียม ของแต่ละแพลตฟอร์มที่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดและสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อย่างสม่ำเสมอ บางร้านค้าใช้กลยุทธ์การตั้งราคาขายเท่ากันในทุกช่องทางโดยไม่ได้คำนวณการหักค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ส่งผลให้สินค้าชิ้นเดียวกันมีกำไรสุทธิแตกต่างกันมาก หรือบางแอปหักเปอร์เซ็นต์จนแทบไม่เหลือกำไร การเปรียบเทียบสัดส่วนการหักของแพลตฟอร์มอย่างละเอียดจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ร้านค้าจัดสรรงบประมาณโปรโมชันและเลือกเน้นช่องทางทำกำไรได้อย่างแม่นยำ

โครงสร้างค่าธรรมเนียมหลัก 3 ประเภทของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ทุกแพลตฟอร์มจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพื้นฐานในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยแบ่งออกเป็น:

  • ค่าคอมมิชชันการขาย (Commission Fee): เป็นค่าธรรมเนียมจากการขายสินค้าสำเร็จ ซึ่งคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ตามหมวดหมู่สินค้า เช่น หมวดแฟชั่นมักจะโดนเก็บในอัตราที่สูงกว่าหมวดไอทีหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ค่าบริการธุรกรรมการชำระเงิน (Transaction Fee): ค่าชาร์จจากระบบการรับชำระเงินของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการโอนผ่านบัญชี บัตรเครดิต E-Wallet หรือบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) โดยทั่วไปจะมีอัตรารวมเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ประมาณ 3% - 4%
  • ค่าธรรมเนียมโปรแกรมการตลาด (Campaign/Marketing Program Fee): ค่าบริการเสริมสำหรับร้านค้าที่ตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญส่งฟรี (Free Shipping) หรือแคมเปญแจกคอยน์รับเงินคืน (Coins Cashback) ซึ่งจะบวกเพิ่มอีกประมาณ 3% - 5% ต่อคำสั่งซื้อ

เปรียบเทียบเจาะลึก 3 ค่ายยักษ์ใหญ่

นี่คือลักษณะเด่นเชิงโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจจัดสรรสต็อก:

1. Shopee (ช้อปปี้)

มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่สุดในไทย การจัดเก็บบัญชีค่าธรรมเนียมค่อนข้างเป็นระบบและแจกแจงรายละเอียดได้ชัดเจนผ่านระบบ Seller Centre มีการแบ่งเกรดค่าคอมมิชชันตามประเภทของร้านค้า (ร้านค้าทั่วไป vs ร้านค้า Mall) จุดเด่นคือระบบการตลาดและแคมเปญโปรโมตที่แรง แต่ข้อเสียคือค่าคอมมิชชันรวมและค่าบริการเสริมในแคมเปญส่งฟรีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านค้าภายนอก

2. Lazada (ลาซาด้า)

เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าที่มีความน่าเชื่อถือสูง โครงสร้างค่าคอมมิชชันมีความใกล้เคียงกับ Shopee แต่มีการจัดทำข้อเสนอโปรแกรมช่วยเหลือค่าจัดส่งและคูปองส่วนลดร่วมกับทางแพลตฟอร์มที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการขายสินค้าที่มีราคากลางถึงสูง

3. TikTok Shop (ติ๊กต็อก ช็อป)

เป็นช่องทางขายมาแรงที่เน้นการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นและการไลฟ์สด (Live Commerce) ในช่วงเปิดตัวช่วงแรกค่าธรรมเนียมต่ำมากเพื่อดึงดูดผู้ใช้ แต่ปัจจุบันได้ปรับโครงสร้างขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดทั่วไป จุดเด่นคือระบบพันธมิตรนายหน้า (Affiliate) ที่ช่วยให้คนอื่นมาช่วยขายสินค้าได้ง่าย แต่ร้านค้าต้องนำค่าคอมมิชชันที่ต้องแบ่งให้นายหน้ามารวมคิดเป็นต้นทุนหลักด้วย

สูตรและวิธีการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมด้วยเครื่องมือของ Gumrai

การมานั่งจดบันทึกตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของแต่ละแอปเป็นเรื่องที่ทำให้ปวดหัว เพื่อความสะดวกรวดเร็ว คุณสามารถเข้าไปใช้งาน ตารางเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Marketplace ของ Gumrai ซึ่งรวบรวมตารางอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดของแต่ละแพลตฟอร์มไว้ครบถ้วน

ขั้นตอนการวิเคราะห์เปรียบเทียบราคาขายทำได้ง่ายๆ ดังนี้:

  1. กรอกราคาขายเต็มของสินค้าและต้นทุนสินค้า
  2. ระบุหมวดหมู่ของสินค้า (เพื่อให้อัลกอริทึมเลือกอัตราคอมมิชชันของแต่ละแอปได้อย่างถูกต้อง)
  3. เลือกว่าจะเข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีหรือโปรแกรมพิเศษของแอปใดบ้าง
  4. ระบบจะแจกแจงรายการการหักเงิน และคำนวณเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิ (Net Profit) ออกมาให้เห็นแบบแถบข้างเทียบเคียงกันทันที

ตัวอย่างสถานการณ์จริงและกลยุทธ์การปรับตัว

กรณีศึกษา: ร้านของเล่นไม้เด็กตั้งราคาขายสินค้าชุดละ 600 บาทเท่ากันทุกช่องทาง (ต้นทุน 250 บาท) เมื่อหักค่าธรรมเนียมทั่วไปพบว่า ใน TikTok Shop (รวมค่านายหน้า 10%) เหลือเงินกำไรน้อยที่สุด ขณะที่การขายผ่านเว็บไซต์หรือทาง LINE OA โดยตรงแทบไม่โดนหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้เลย

ร้านจึงปรับแผนใหม่โดยใช้ Shopee และ TikTok ในการปล่อยคูปองราคาพิเศษเพื่อหาฐานลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition) ส่วนลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้อซ้ำหรือซื้อสินค้าเซ็ตใหญ่ ร้านจะจัดโปรโมชันดึงเข้ากลุ่ม LINE OA เพื่อประหยัดต้นทุนค่าธรรมเนียม ซึ่งช่วยให้ร้านค้าสามารถเพิ่มกำไรสุทธิรวมขึ้นได้ถึง 28%

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. เราสามารถตั้งราคาขายสินค้าใน Shopee สูงกว่า Lazada หรือ TikTok Shop ได้หรือไม่?

สามารถทำได้ตามความเหมาะสมของกลยุทธ์การขาย แต่ต้องพิจารณากฎของแต่ละแพลตฟอร์มที่อาจมีนโยบายระบุห้ามตั้งราคาขายแพงกว่าช่องทางภายนอกอย่างเห็นได้ชัดเพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญพิเศษ

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) คิดรวมอยู่ในค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้วหรือยัง?

โดยปกติแล้ว ค่าธรรมเนียมที่แสดงในหน้ารายละเอียดแคมเปญจะยังไม่รวม VAT 7% สรรพากรจะเก็บภาษีจากยอดหักค่าบริการอีกทีเวลาโอนเงินเข้าบัญชีจริง ดังนั้นในการคิดคำนวณกำไรต้องคูณด้วยตัวเลข 1.07 เสมอ

3. การทำระบบขายตรง (Direct to Consumer) ดีกว่าการขายผ่าน Marketplace อย่างไร?

ดีกว่าในแง่ของความสามารถในการคุมกำไรสุทธิ 100% โดยไม่มีการหักค่าคอมมิชชัน และร้านค้าสามารถจัดเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำโฆษณากลุ่มเป้าหมายซ้ำ (Retargeting) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สรุปแนวทางบริหารจัดการร้านค้าหลายช่องทาง

การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมก่อนวางราคาขายสินค้าช่วยประหยัดต้นทุนที่ซ่อนอยู่ไปได้มหาศาล และทำให้ร้านค้าออนไลน์สามารถคำนวณต้นทุนการขายได้อย่างมั่นใจปราศจากความกังวล

วิเคราะห์อัตราการหักเงินของหน้าร้านคุณตอนนี้ได้ที่ ตารางเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Marketplace ของ Gumrai และคำนวณสรุปกำไรของแต่ละรายการเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมสรุปกำไรสุทธิออนไลน์ หรือหาจุดคุ้มทุนในการขายสินค้าได้ที่ เครื่องมือคำนวณจุดคุ้มทุนของ Gumrai ได้ฟรีตลอดวัน!

อยากวางต้นทุนและราคาขายให้แม่นขึ้นไหม

ลองใช้เครื่องมือของ Gumrai เพื่อคำนวณกำไร วางราคา และจัดการงานหลังบ้านให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada, TikTok Shop และวิธีวางแผนการขายแบบหลายช่องทาง | Gumrai